Bitcoin

ชาวเหมือง Bitcoin ( Miner )

นับตั้งแต่บิทคอยน์กลายเป็นบัวพ้น(ใต้)น้ำ โผล่พรวดจากก้นบ่อโคลนเลนของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ขึ้นมาหายใจในระดับ World Class แห่งกระแสการเงินโลก ผู้คนหลากหลายต่างจับจ้อง มองกันตาแทบไม่กระพริบ วิเคราะห์กันไปต่างๆนานาว่า นี่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่สุดล้ำสมัย หรืออภิมหาฟองสบู่ใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์การเงินแห่งมนุษยชาติกันแน่

แต่ไม่ว่าโลกจะเลือกวางบิทคอยน์ไว้ ณ ตำแหน่งใดก็ตาม เหมืองขุดบิทคอยน์แถบ East Wenatchee เมืองในเขต Douglas County ทางฝั่งตะวันออกของรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ก็ต้องเดินหน้าต่อไปกับภารกิจการแปลงกระแสไฟฟ้าเป็นกระแสเงินตรา

การทำเหมืองบิทคอยน์ ก็คือการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการคำนวณขั้นสูงยิ่ง อันนำไปสู่การไขปริศนาสุดซับซ้อนแห่งตัวเลข โปรแกรมจะถูกใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ทั้งซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ดังกล่าวเปรียบเสมือนเครื่องมือหลักในการขุดบิทคอยน์ ซึ่งต้องการพลังงานไฟฟ้าเป็นต้นกำลัง ทั้งการป้อนให้ตัวฮาร์ดแวร์เอง รวมถึงระบบสนับสนุนอื่น อาทิ ระบบระบายความร้อน เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ขุดบิทคอยน์กินไฟเยอะ ปล่อยความร้อนแยะ เพื่อให้ได้สัมฤทธิผลออกมาเป็นเหรียญบิทคอยน์นั่นเอง

ดังที่กล่าว การทำเหมืองบิทคอยน์ต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณมาก ยิ่งถ้าเป็นเหมืองขนาดใหญ่ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก อาจกล่าวได้เต็มปากว่า กินไฟมหาศาล ขนาดใช้กับบ้านเรือนทั่วไปได้เป็นร้อยหลังเลยทีเดียว เหมืองขุดบิทคอยน์จึงจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่สุดเสถียร มีปริมาณเพียงพอ แต่ราคาถูก นักลงทุนทำเหมืองบิทคอยน์ทั้งเล็กทั้งใหญ่ จึงต้องหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าราคาถูกจากทั่วโลก แล้วไปตั้งเหมืองใกล้แหล่งที่พิจารณาแล้วว่าเหมาะสม ยิ่งถ้าอยู่ใกล้เขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีสภาพภูมิศาสตร์เหมาะสม อาจสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าราคาถูกอันดับต้นๆของโลกก็เป็นได้ ซึ่งเหมืองบิทคอยน์ที่ East Wenatchee ก็ตั้งอยู่ใกล้สถานที่ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว โดยมีแม่น้ำโคลัมเบียและเทือกเขาร็อกกี้เป็นธรรมชาติสำคัญในการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำป้อนชุมชนแถบนั้น ซึ่งรวมถึงเหมืองขุดบิทคอยน์ด้วย

ก่อนหน้าเหมืองบิทคอยน์มาร่วมใช้ไฟฟ้า ชาวเมือง East Wenatchee มีความสุขกับการใช้ไฟฟ้าราคาถูก ซึ่งได้จากเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ 5 แห่งตามแนวแม่น้ำโคลัมเบีย ที่มีกำลังการผลิตรวมกันเกือบ 6 เท่าของปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประชากรรวม ทำให้ชุมชนเล็กๆที่เงียบสงบ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตรแบบกึ่งแห้งแล้ง ที่รู้จักกันในชื่อ Mid Columbia Basin แห่งนี้ สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินในราคาที่สูงกว่าไปยังซีแอตเทิล เมืองท่าชายฝั่งขนาดใหญ่ในรัฐวอชิงตันเอง นอกจากนี้ยังสามารถส่งขายไฟฟ้าให้ลอสแอนเจลีส นครใหญ่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอยู่ตอนใต้ของรัฐวอชิงตันอีกด้วย

เมื่อแรกที่ East Wenatchee เริ่มเป็นที่ตั้งเหมืองบิทคอยน์ มีชาวเมืองเพียงไม่กี่คนที่พอเข้าใจว่า ทำไมเหมืองฯจึงเข้ามาตั้งในชุมชนของพวกเขา อีกทั้งเหมืองเหล่านั้นยังมักทำตัวกึ่งซ่อนกึ่งซุ่ม บ้างก็อยู่ในโกดังเก่าๆ บ้างสร้างไว้ใต้ดินก็มี แต่เมื่อบิทคอยน์ราคาพุ่งพรวดข้ามหมื่นดอลลาร์ต่อ 1 หน่วยหลัก ทำให้หลายเหมืองยิ่งเข้ามาเพิ่มขึ้น ชาวเมืองก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ทุ่งนาหลายแปลง โรงนา/ยุ้งฉางหลายแห่ง โกดังเก่าหลายที่ โรงเก็บของหลังบ้าน ล้วนถูกปรับเปลี่ยนเป็นที่ตั้งเหมืองขุดบิทคอยน์ ไม่เว้นแม้แต่การนำตู้คอนเทนเนอร์สินค้ามาเป็นที่ตั้งเหมืองฯ นอกจากคนในพื้นที่ที่อยู่แต่เดิม ก็ยังมีคนนอกพื้นที่รวมถึงนักลงทุนต่างชาติ แวะเวียนกันมาหาข้อมูลพลังงานไฟฟ้า เพื่อเตรียมลงทุนที่ตั้งเหมืองฯกันจนหัวกระไดไม่แห้ง

แต่ย่าน Mid Columbia Basin หรือ East Wenatchee ก็ไม่ใช่เพียงแห่งเดียวที่นักลงทุนทำเหมืองขุดบิทคอยน์มุ่งมา ในประเทศอื่นๆ อาทิ จีน เวเนซุเอลา ไอซ์แลนด์ รวมถึงที่อื่นที่ที่ดินและไฟฟ้ามีราคาถูก ก็อาจเกิดเป็นฮับแห่งการทำเหมืองบิทคอยน์ที่คึกคักไม่แพ้กัน แต่ไม่ว่าที่ไหน ก็อาจมีผลเชิงลบตามมาได้ เช่น ข้อพิพาทกับชาวชุมชนเดิม สิ่งแวดล้อม มลภาวะ เป็นต้น

มีการคาดการณ์ว่า ราวปลายปี 2018 เหมืองบิทคอยน์ที่ East Wenatchee อาจมีการใช้พลังไฟฟ้ารวมกันคิดเป็น 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองบิทคอยน์ทั้งหมดในโลกกันเลยทีเดียว

Tags
Show More
FBS
Back to top button
Close