บทความฟอเร็กซ์

พฤติกรรม 5 ข้อของเทรดเดอร์ที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้

เทรดเดอร์กว่า 90% ในตลาดนั้นมักจะประสบกับ ความล้มเหลว คําว่าล้มเหลวนี้หมายถึง การเจ๊งจนออกจากตลาดไปตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มเทรด หรือไม่ก็เทรดได้กําไรน้อยกว่าเอาเงินไปฝากประจําที่ดอกเบี้ย 3-4%ซะอีก พูดง่ายๆก็คือไม่มีกําไรแต่ก็ไม่ขาดทุน แล้วจะเล่นทําไมให้เสียเวลาจริงไหม อย่างที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้าว่า “จะเทรดหุ้นไปทำไมถ้ามันไม่ทำให้รวยขึ้น ” แต่คําถามก็คือ ทําไมเทรดเดอร์เหล่านั้นถึงขาดทุนหรือเจ๊งไปตั้งแต่ยังไม่พ้นปีแรกล่ะ คําถามนี้พอจะตอบได้โดยรวบรวมจากพฤติกรรม 5 ข้อของเทรดเดอร์ที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ ส่วนใหญ่ของเทรดเดอร์ที่ล้มเหลว ซึ่งมีดังต่อนี้

1. พยายามหาวิธีที่จะซื้อที่จุดต่ำสุดและขายที่จุดสูงสุด

เทรดเดอร์มือใหม่หลายๆ คน พอเทรดไปสักพักก็เริ่มคิดหาวิธีที่ทําให้สามารถซื้อหุ้นได้ในราคาตํ่าสุดและขายได้ในราคาสูงที่สุด ตัวอย่างเช่น เมื่อหุ้นทํา New High ก็มักจะคิดว่าเป็นราคาสูงสุดจึงขาย หรือ ราคาหุ้นเกินมูลค่าพื้นฐานก็ขาย หรือเมื่อหุ้นทํา New Low ก็มักจะคิดว่าเป็นราคาตํ่าสุดจึงซื้อ หรือราคาหุ้นตํ่ากว่ามูลค่าก็ซื้อ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแนวโน้มตอนนั้นคือแนวโน้มอะไรและ ราคาหุ้นนั้นสามารถแพงแล้วแพงอีก หรือตํ่าแล้วตํ่าอีกก็ได้ ตามแต่สถานการณ์ในตอนนั้นด้วย เพราะราคาหุ้นเคลื่อนไหวด้วยตัวมันเองไม่ได้ จะเคลื่อนไหวได้ต้องมีการซื้อและขายจากนักลงทุนในตลาด ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการศึกษาจิตวิทยาการลงทุนด้วยนั่นเอง

2. ชอบเลื่อนจุด Stop Loss

เทรดเดอร์มือใหม่เมื่อเทรดไปซักพักและพอเริ่มขาดทุน ก็เริ่มที่จะศึกษาวิธีใหม่ๆ และสิ่งหนึ่งที่มักจะรู้จักกันคือ “การใช้ Stop Loss” แต่ปัญหาคือ เทรดเดอร์มือใหม่มักจะไม่เคารพการตัดสินใจของตัวเองในตอนแรก (ที่คิดมาดีแล้ว วางแผนมาดีแล้ว) พอถึงเวลาจริงมักจะใช้อารมณ์และมั่นใจในตัวเองมากเกินไป (Overconfidence) จึงไม่ใช้จุด Stop Loss ที่ตัวเองได้ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนแรก แต่กลับเลื่อนให้กว้างขึ้น เพราะกลัวตนเองจะแพ้หรือเสีย แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นการกระทําที่ขาดวินัยมาก ๆ เพราะถ้าหากทําต่อไปเรื่อย ๆคราวหน้าคุณจะแพ้หนักขึ้น และหนักขึ้นอย่างแน่นอน

3. ตัดสินใจขายเร็วเกินไป (ขายหมู)

จากข้อที่แล้วได้กล่าวไว้ว่า การเลื่อนจุด Stop Loss นั้นจะทําให้เทรดเดอร์แพ้หนักขึ้น เพราะทําให้เขาถือสถานะที่แพ้และผิดทางนานกว่าที่เขาจะรับความเสี่ยงได้ ต่อมา มามองในมุมที่เขาถูกทางกันบ้าง คือซื้อแล้วถูกทางแทนที่เขาจะใช้การเลื่อนจุด Stop Loss ให้เป็น ประโยชน์เพื่อปกป้องผลกําไรไว้ แต่เทรดเดอร์ตัดสินใจที่จะรีบขายทํากําไรแทน จึงทําให้ขายหมูอยู่บ่อยครั้งนั่นเอง แต่เทรดเดอร์มือใหม่ก็ชอบคิดว่า “ขายหมูดีกว่าติดดอย” แต่ถ้าเขาทําทั้งข้อ 2 และ 3 พร้อมกัน ก็คือถือสถานะที่แพ้หนัก (ขาดทุนหนัก) เอาไว้ในพอร์ตและรีบขายทํากําไรในสถานะที่ชนะ (กําไรน้อย) พอร์ตของเขาก็คงจะเติบโตได้ยากอย่างแน่นอนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทําอย่างยิ่งเพราะ “จะเทรดหุ้นไปทำไมถ้ามันไม่ทำให้รวย ขึ้น”

4. ไม่ทำตามแผนที่วางเอาไว้

พฤติกรรมในข้อนี้เปรียบเหมือนนําข้อ 12 และ 13 มารวมกันกล่าวคือ เทรดเดอร์มือใหม่นั้นมักจะไม่มีการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะ เข้าอย่างไร (Entry point), ขายอย่างไร (Exit Point) และ ตัดขาดทุนอย่างไร (Stop Loss Point) ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ถือว่ามีความสําคัญต่อการเทรดและเอาตัวรอดจากตลาดเป็นอย่างมาก เมื่อแผนการเทรดไม่ชัดเจน พอเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ถึงเวลานั้นก็จะทําอะไรไม่ถูก เกิดการขาดทุนหนัก เพราะ “ความประมาท”

5. เปลี่ยนวิธีการเทรดไปเรื่อยๆ

เมื่อเทรดเดอร์มือใหม่ศึกษามาทั้งการหาจุดเขาซื้อ Entry Point ด้วย Technical Analysis การตั้งจุดออกหรือจุดขาย Exit Point และการตั้งจุดตัดขาดทุน Stop Loss Point ซึ่งรวมอยู่ในแผนการเทรด แต่เมื่อเทรดไปแล้วมันขาดทุนหรือต้องการจะหาวิธีเทรดที่สมบูรณ์แบบ ก็จะพยายามเปลี่ยนวิธีใหม่ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้หาสาเหตุหรือยังไม่เข้าใจวิธีการเทรดอย่างถูกวิธี เปรียบเสมือน “เข็มทิศ ” ถ้าชี้ทิศผิดซึ่งแน่นอนว่าย่อมไปไม่ถึงเป้ าหมายอย่างแน่นอน ทัศนคติของคนเราก็เปรียบเสมือนเข็มทิศควรตั้งให้ถูกเสียก่อน จึงจะไปยังเป้าหมายได้ ดังนั้น Survival Trader นี้ จึงต้องนํา Mindset มาพูดให้ฟังกันก่อนนั่นเอง เพราะจะได้ตั้งเข็มทิศในการเทรดได้อย่างถูกต้องกัน

Tags
Show More
FBS
Back to top button
Close