บทความฟอเร็กซ์

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ (Forex) ด้วยกราฟทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)
การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ เป็นการศึกษาการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดฟอเร็กซ์ช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยใช้กราฟเป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์ การวิเคราะห์นี้จะใช้การเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของราคาในปัจจุบันกับการเคลื่อนไหวของราคาในอดีตเพื่อหาแนวโน้มที่สามารถคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตได้

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ ด้วยกราฟ

เป็นวิธีคาดการณ์ราคาที่เกี่ยวกับการหารูปแบบในกราฟ เพื่อหาระดับแนวรับและแนวต้าน การทะลุขึ้นและทะลุลง แนวโน้มและช่วงแนวโน้ม เมื่อทราบพื้นฐานเกี่ยวกับกลยุทธ์ เทรดเดอร์จะสามารถพิจารณาว่าตนเองจะปรับใช้หลักการสำคัญบางอย่างกับกลยุทธ์ที่ตนออกแบบเองอย่างไร

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ ทางเทคนิค จะทำให้เรารู้ราคา (Price) การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะบอกราคาในรูปของ Chart ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ แต่ในที่นี้เราจะพูดถึงราคาในรูปแบบ กราฟแท่งเทียน (Candlestick) เท่านั้น

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ ทางเทคนิคจะบอกปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในศาสตร์ของ Technical Analysis นั้น จะมีการบันทึกทั้งราคาและปริมาณการซื้อขาย แต่ในตลาด Fx เราจะไม่นำปริมาณการซื้อขายมาวิเคราะห์ เพราะ ในตลาดนี้มี Volume ที่สูงอยู่แล้ว และ ปัจจัยการเคลื่อนไหวเราจะเห็นได้ในราคาทั้งหมด

การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะบอกโมเมนตัม (Momentum) โมเมนตัมของราคาจะเป็นความแข็งแกร่งของราคาในทิศทางนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง โมเมนตัมจะเป็นตัวบอกความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาลงนั้น

บอกความผันผวน (Volatility) : ความผันผวนคือ ระยะการแกว่งของราคาในช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งเราจะสังเกตได้ง่าย หากใช้ศาสตร์ของ Technical Analysis ความผันผวนจะเป็นอีก 1 สิ่งที่สำคัญในตลาด Forex เพราะ จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเทรดหรือไม่เทรดได้
การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะบอกแนวโน้ม (Trend) : เมื่อนำราคามาเรียงต่อกันใน Chart จะเกิดแนวโน้ม ทำให้เราสามารถเห็นแนวโน้มของราคาเพื่อทำนายอนาคตที่ราคาจะวิ่งไป (สำคัญมากในการเก็งกำไร)

การวิเคราะห์ทางเทคนิคบอกอารมณ์ตลาด (Sentiment) จาก 3 ข้อข้างบน เมื่อนำมาประกอบกัน จะทำให้เรารู้อารมณ์ของตลาดว่า ณ ตอนนี้ ตลาดกำลังอยู่ในช่วงของความกลัว หรือ ความโลภ ได้

ซึ่งการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคนี้เรียกได้ว่ามีความสำคัญมากเพราะ เราจะใช้เทคนิคนี้วิเคราะห์กันโดยส่วนใหญ่ > 95%

การวิเคราะห์ทางเทคนิค จะใช้กราฟเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์
กราฟคือภาพทางกราฟฟิกที่แสดงความเคลื่อนไหวของราคาภายในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ในแพลตฟอร์มการเทรดส่วนใหญ่ คุณจะได้พบกับกราฟแบบแท่งเทียน แบบแท่งและแบบเส้น กราฟทั้งสามประเภทจะอ้างอิงจากข้อมูลเดียวกัน แต่จะแสดงในลักษณะที่แตกต่างกัน
กราฟมีทั้งหมด 3 แบบ ดังนี้


1. กราฟเส้น กราฟเส้นเป็นกราฟพื้นฐานง่ายๆ ที่แสดงถึงราคาปิดเพียงอย่างเดีย กราฟเส้นที่แสดงเส้นจากราคาปิดหนึ่งไปยังอีกราคาปิดของอีกวันกราฟเส้นสามารถใช้แสดงการเคลื่อนไหวราคาในหลากหลายช่วงเวลา กราฟเส้นเป็นการแสดงทิศทางราคาโดยรวมของตราสารในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ
กราฟลายเส้น (Line Chart)
กราฟเส้น หรือ Line Chart เป็นกราฟที่ไม่แสดง ราคาเปิด จุดต่ำสุด จุดสูงสุด โดยกราฟลายเส้นนั้นจะเชื่อมต่อกันด้วยราคาปิด จึงทำให้กราฟลายเส้นนั้นไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ เนื่องจากกราฟประเภทนี้แทบจะไม่แสดงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์มากเท่าไหร่

2. กราฟแท่ง กราฟแท่งจะให้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นโดยแสดงทั้งราคาเปิดและราคาปิดของแต่ละวัน รวมทั้งราคาสูงสุดและต่ำสุดของช่วงเวลาที่กำหนดในรูปแบบของแท่งหรือเส้น

กราฟแท่ง (Bar Chart) คืออะไร
กราฟแท่ง หรือ Bar Chart นั้นเป็นกราฟราคาที่แสดงทั้งราคาเปิด ราคาปิด จุดต่ำสุด จุดสูงสุด เรียกได้ว่ากราฟประเภทนี้แสดงข้อมูลได้สมบูรณ์ โดยมีลักษณะคล้ายกับกราฟแท่งเทียน แต่ต่างกันตรงที่กราฟแท่งนั้นจะไม่มีตัวเทียน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Real Body แต่กราฟแท่งเทียนนั้นจะมีตัวเทียน (Real Body) ซึ่งอาจจะทำให้ง่ายต่อการวิเคราะห์มากยิ่งขึ้น

ในกราฟแท่ง คุณจะสามารถดูราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดในแต่ละช่วงเวลาได้ โดยเส้นแนวดิ่งจะอ้างอิงตามราคาสูงสุดและราคาต่ำสุด ส่วนขีดทางด้านซ้ายแสดงถึงราคาเปิดและขีดทางด้านขวาแสดงถึงราคาปิด

3.กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) กราฟแท่งเทียนจะแสดงราคาเปิดและราคาปิด รวมทั้งราคาสูงสุดและต่ำสุดของช่วงเวลาที่กำหนด โดยกราฟจะมีหน้าตาคล้ายกับแท่งเทียนซึ่งสามารถนำมาตีความและระบุจุดกลับตัวของแนวโน้มราคาได้ง่ายยิ่งขึ้น

กราฟแท่งเทียนซึ่งอาจเป็นกราฟที่ได้รับความนิยมสูงสุดจะแสดงราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดของช่วงเวลาที่กำหนดไว้เช่นกัน แท่งเทียนแต่ละแท่งประกอบด้วย “ตัวแท่ง” ซึ่งสร้างขึ้นจากราคาเปิดและราคาปิด รวมถึง “ไส้” ซึ่งแสดงราคาต่ำสุดและสูงสุดของแต่ละช่วง ปกติแล้ว กราฟประเภทนี้จะแสดงในสองสี สีหนึ่งแสดงถึงแท่งเทียนแบบกระทิง ขณะที่อีกสีหนึ่งแสดงถึงแท่งเทียนแบบหมี แท่งเทียนแบบกระทิงหมายความว่าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด ขณะที่แท่งเทียนแบบหมีจะตรงกันข้าม กล่าวคือราคาปิดจะต่ำกว่าราคาเปิด

กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart)
กราฟแท่งเทียน หรือ Candlestick Chart นั้นเป็นกราฟราคาที่แสดงทั้งราคาเปิด ราคาปิด จุดต่ำสุด จุดสูงสุด เรียกว่ากราฟประเภทนี้แสดงได้สมบูรณ์แบบ โดยมีลักษณะคล้ายกับกราฟแท่งแต่ต่างกันตรงที่ กราฟแท่งเทียนนั้นจะมีตัวเทียนหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Real Body แต่กราฟแท่งนั้นจะไม่มีตัวเทียน(Real Body)

ในการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิคเรามีเครื่องมือต่างๆ มากมายในการวิเคราะห์ แต่สามารถแยกออกตามการใช้งานได้ 2 แบบ การวิเคราะห์กราฟอย่างง่าย โดยการใช้เส้นแนวโน้ม เส้นแนวรับแนวต้าน เส้นค่าเฉลี่ยแบบคร่าวๆ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบง่าย กับการวิเคราะห์ด้ายตัวชี้วัด(Indicator) และ ออสซิเลเตอร์ (Osciallator) ซึ่งจะใช้สมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมาคำนวณหาค่าเหล่านี้ เราเริ่มต้นด้วย การวิเคราะห์กราฟด้วยเส้น มีอยู่ 3 เส้นที่ใช้กันอยู่เป็นประจำ

เส้นแนวโน้ม (Trend Line)

การระบุเทรนด์หรือทิศทางที่ตลาดเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งในเทคนิคการวิเคราะห์ขั้นพื้นฐาน ในบางโอกาส เราจะสามารถระบุเทรนด์ได้โดยการดูกราฟเท่านั้น กรณีอื่นๆ จะต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลด้านราคาที่เจาะลึกมากขึ้น

เทรนด์ของตลาดมีอยู่สองประเภทใหญ่ๆ:

  • เทรนด์ขาขึ้น – ข้อมูลที่แสดงว่ามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นและต่ำลง
  • เทรนด์ขาลง – ข้อมูลที่แสดงว่ามีจุดสูงสุดที่ต่ำกว่าเดิมและจุดต่ำสุดที่ต่ำกว่าเดิมในกราฟ

ในบางครั้ง การไม่มีทิศทางที่เจาะจงจะถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ หรือเทรนด์ในแนวนอน หากต้องการระบุเทรนด์ คุณจะสามารถลากเส้นตรงตามทิศทางที่ราคาเคลื่อนไหวในกราฟได้โดยง่าย “เทรนด์ไลน์” จะมีอยู่ในแทบทุกแพลตฟอร์มการเทรดและอาจถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้งานง่ายสำหรับมือใหม่ ตัวเลือกอีกอย่างก็คือเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งจะสามารถระบุและแสดงเทรนด์ได้เมื่อเพิ่มไปยังกราฟ

เส้นแนวรับ (Support Line) และเส้นแนวต้าน (Resistance Line)


การหาแนวรับและแนวต้านจะช่วยให้พิจารณาได้ว่าเมื่อใดและทิศทางใดที่ควรเปิดสถานะและอาจเป็นการได้กำไรหรือการขาดทุน แนวรับคือระดับราคาที่สินทรัพย์จะลงไปต่ำกว่าได้ยากและแนวต้านแสดงถึงระดับราคาที่สินทรัพย์จะขึ้นไปสูงกว่านั้นได้ยาก อย่างไรก็ตาม ระดับเหล่านี้ไม่ได้คงที่เสมอไปและอาจมีโอกาสที่จะเกิด “การทะลุขึ้น” หรือ “การทะลุลง” ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แนวรับและแนวต้านจะทำให้เกิดกรอบการเทรดซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวในแนวนอนที่มีความผันผวนของราคาระหว่างช่วงเวลาหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของราคาผ่านระดับแนวต้านที่กำหนดจะถือเป็นการทะลุขึ้น ส่วนรูปแบบความเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามซึ่งเป็นแบบหมีจะเรียกว่าการทะลุลง ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวของราคาผ่านระดับแนวรับที่กำหนด ปกติแล้ว ทั้งการทะลุขึ้นและการทะลุลงจะเกิดความผันผวนที่เพิ่มขึ้นตามมา หากต้องการระบุแนวรับและแนวต้าน คุณจะสามารถทำเครื่องหมายที่ระดับซึ่งราคาได้เพิ่มขึ้นมากกว่าและลดลงต่ำกว่าในอดีตได้อย่างง่ายดาย เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคต่างๆ (เช่น Fibonacci หรือ Pivot Points) จะสามารถระบุและวาดระดับไว้บนกราฟได้โดยอัตโนมัติ

เส้นค่าเฉลี่ยแบบคร่าว
เป็นเส้นที่โปรแกรมเทรดแสดงให้เราเห็นค่าเฉลี่ยของแนวรับและแนวต้าน เป็นค่าเฉลี่ยของราคาในช่วงเวลานั้นๆ ระหว่างเส้นแนวรับและแนวต้าน

อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคคืออะไร


อินดิเคเตอร์ หรือตัวชี้วัดทางด้านเทคนิคเป็นผลจากการคำนวณเชิงคณิตศาสตร์/อัลกอริทึ่มซึ่งออกแบบขึ้นมาโดยเทรดเดอร์ *มืออาชีพโดยใช้ราคาและปริมาณการซื้อขายในการคำนวณ
ตัวชี้วัด Indicators และ Oscillator ที่เป็นที่นิยมในตลาด Forex

Indicator คืออะไร


คุณเคยได้ยินใครพูดถึงคำว่า “อินดี้” ไหมครับ ผมว่าอย่างน้อยก็ในบทความของผมล่ะ คำว่า “อินดี้”นี้ ไม่ได้หมายถึงนักร้อง หรือการแต่งกายแบบนอกกระแสนะครับ แต่หมายถึงเครื่องมืออันทรงพลังมากๆในการเทรด Forex จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องมือเดียวเสียด้วยซ้ำที่ผมแนะนำให้กับคุณ มันคือ ตัว Indicator นั่นเอง ดังนั้นมาทำความรู้จักกับเจ้า Indicator ให้มากขึ้นไปพร้อมๆกันนะครับ


Indicator คือตัวชี้วัดในการเทรด Forex เป็นตัวที่สามารถบอกข้อมูลสำหรับการเทรดของคุณ ได้แก่การบอกแนวโน้มของกราฟแท่งเทียนว่าจะไปในทิศทางใด รวมถึงตัว Indicator บางตัวนั้นสามารถบอกจุดที่คุณจะเปิดคำสั่งซื้อ หรือคำสั่งขายได้ด้วยครับ โดยเจ้า Indicator มักมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “อินดี้”

ประโยชน์ของ Indicator


1.ช่วยบอกเทรน (trend) ว่าเป็นไปในทิศทางใด หรือว่าคุณนั้นสามารถเทรดไปในทิศทางใดจึงจะปลอดภัยที่สุด
2.สามารถบอกจุดทำสัญญาณซื้อ หรือขายได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งบอกจุดที่เราจะทำการปิดคำสั่งซื้อ
3.ช่วยลดความเสี่ยงในการเทรด forex ให้เป็นมากกว่าการพนัน แต่คุณสามารถคาดเดาสิ่งต่างๆได้จากกราฟนั่นเอง
4.บอกจุด stop loss ของคุณได้อย่างชัดเจน ทำให้คุณมีข้อมูลตัดสินใจก่อนทำการเทรดต่อ
5.บอกจุดที่คุณนั้นควรที่จะ let Profit Run อย่างชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไร

แนวทางการเลือกใช้ Indicator


1.กำหนดเทรนของกราฟให้ได้เสียก่อน (สำคัญมากเพราะถ้ากำหนดตรงนี้ผิดคือจบเลย)
2.เลือกอินดี้ที่เหมาะสมสำหรับการเทรดของคุณไม่เกิน 2-3 ตัว อย่าใส่อินดี้มากเกินไป จะทำให้รูปแบบการเทรดของคุณมีปัญหา
3.อย่าใช้อารมณ์จงเชื่อในอินดี้ของคุณ โดยปกติแล้วอินดี้มักจะทำจำนวนตาที่ถูกต้องประมาณ 6-10 ครั้งต่อการเทรด 10 ครั้ง
4.อย่าทำตัวเป็นคนเกือบรวย อย่าโยน Lot ใหญ่ๆ จำไว้ไม่ใช่การพนัน แต่นี่เป็นการเทรดของจริง

Indicator แนะนำสำหรับมือใหม่

MACD
ผมเชื่อว่าถ้าคุณเพิ่งเริมศึกษาในเรื่องของการเทรด forex แล้ว ค่า MACD นั้นยังสามารถใช้งานได้ และใช้งานได้จริงเสียด้วยสิ คุณเพียงแค่ดูการตัดกันของเส้นกราฟ MACD จากนั้นถ้าตัดขึ้นก็เปิดออเดอร์ซื้อ หรือถ้าตัดลงก็เปิดออเดอร์ขาย แค่นั้นเองครับ
สรุปแล้ว Indicator หรือตัวชีวัดนี้ ถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้คุณสามารถเทรดทำกำไรในตลาด forex ได้อย่างรวดเร็วและที่สำคัญคือคือ คุณสามารถเลือกใช้อินดี้แบบง่ายๆในการทำกำไรในตลาด forex และทำให้คุณนั้นสามารถทำไงเงินได้จริงอีกด้วย

อันดับที่ 1 เส้นเฉลี่ยค่าคณิต Moving Average (MA)
Moving Average หรือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ มีชื่อย่อว่า MA เป็นอินดิเคเตอร์ตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิค ไม่ว่าจะในตลาดหุ้น หรือแม้แต่ในตลาด Forex ก็มีเทรดเดอร์ไม่น้อยที่ใช้ Moving Average(MA) เป็นเครื่องมือทำมาหากิน

Moving Average Convergence & Divergence (MACD)
MACD หลายคนอาจจะเรียกว่า แม็ค-ดี หรือบางคนก็อาจจะเรียกว่า เอ็ม-เอ-ซี-ดี ตรงๆตัวเลย ซึ่งมีชื่อย่อมาจากคำว่า (Moving Average Convergence Divergence) โดยผู้คิดค้น MACD ขึ้นมาคือ Gerald Appel ในช่วงปี 1970 ประยุกต์มาจากเส้น Moving Average 2 เส้นพร้อมๆกันโดยมีค่าของเส้น Moving Average ที่แตกต่างกัน

ซึ่ง MACD คืออินดิเคเตอร์ (Indicator) ตัวหนึ่งที่อยู่ในหมวดของ Oscillators อินดิเคเตอร์ที่วัดการแกว่งตัวของกราฟราคาหรือใช้กับตลาดที่อยู่ในสภาวะตลาดที่เคลื่อนที่ไปด้านข้างหรือ Sideway แต่เทรดเดอร์ในตลาด Forex ส่วนใหญ่นิยมใช้ MACD ในสภาวะ

อันดับที่ 3 Fibonacci
Fibonacci (ฟีโบนักชี) เป็นอิดิเคเตอร์ตัวหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับเทรดเดอร์ในตลาด Forex เนื่องจากว่ามีความแม่นยำที่เชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง โดยหลักการวิเคราะห์ของ Fibonacci (ฟีโบนักชี) คือวิเคราะห์หาแนวรับ-แนวต้านของกราฟราคา เพื่อวิเคราะห์ว่าราคาน่าจะเคลื่อนที่ไปถึงจุดไหน น่าจะพักตัวไปถึงจุดไหน และหากราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ควรจะตั้ง Stop loss ไว้ที่จุดไหน เรียกได้ว่าครบครันเลยทีเดียว

อันดับที่ 4 Stochastic Oscillator (STO)
Stochastic เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตลาด Forex เนื่องจากว่า Stochastic เป็นอินดิเคเตอร์ที่ให้สัญญาณการซื้อขายที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง จึงเป็นที่ถูกใจของเทรดเดอร์ในตลาด Forex เป็นอย่างมาก โดย Stochastic เป็นอินดิเคเตอร์ที่จัดอยู่ในหมวด Oscillator ซึ่งหมายถึงอินดิเตอร์ที่วัดการแกว่งตัวของราคา หรือเป็นอินดิเคเตอร์ที่เหมาะกับการวิเคราะห์ในสภาวะตลาดที่เป็น Sideway

อันดับที่ 5 Bollinger Bands
Bollinger band เป็นอินดิเคเตอร์หนึ่งที่ได้รับความนิยมไปอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะเทรดเดอร์ในตลาด Forex โดย Bollinger band สามารถใช้ในการวิเคราะห์สภาวะตลาดที่เป็นเทรน ไซด์เวย์ หรือแม้แต่หาสัญญาณการกลับตัว ก็ได้เช่นเดียวกัน

Keltner Channels อินดิเคเตอร์น่าใช้อีกตัวหนึ่งที่คนไม่รู้
Keltner Channels เป็น Indicator ของการวิเคราะห์ทางเทคนิค (วิธีที่ใช้กราฟหุ้นและเครื่องมือทางสถิติต่างๆในการวิเคราะห์) ซึ่งใช้บอกแนวโน้มของราคาในรูปแบบของกรอบหรือสัญญาณ โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average (MA))

การใช้งาน
การใช้งานคล้ายๆกับ Bollinger bands คือถ้าหากราคายืนเหนือเส้นกึ่งกลาง Channel ได้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีแนวโน้มที่ราคาจะวิ่งขึ้น
ซึ่งเมื่อราคาวิ่งทะลุกรอบของ Channel แสดงว่าตลาดอยู่ในสภาวะ Over กล่าวคือ
ถ้าหากราคาทะลุกรอบด้านบน แสดงว่า Overbought ให้มองสัญญาณกลับตัว เช่น สัญญาณจากแท่งเทียน เพื่อเปิดออเดอร์ขาย ในทำนองเดียวกัน
ถ้าราคาทะลุกรอบด้านล่าง แสดงว่า Oversold ให้หาสัญญาณเข้าซื้อ

ถึงอย่างไรก็ตาม Keltner Channels ก็ยังมีสัญญาณหลอกอยู่บ้าง ฉะนั้นควรใช้ร่วมกันกับ Indicator ตัวอื่น ๆด้วย เช่น กรณีใช้ร่วมกันกับแท่งเทียน เมื่อเห็นสัญญาณ Over แล้ว ให้พิจารณาแท่งเทียนว่ากับตัวแล้ว อาจจะใช้การดู Divergence ช่วยยืนยันอีกที เพื่อจะได้มั่นใจในการเปิดออเดอร์มากที่สุด ที่สำคัญอย่าลืม Stop Loss เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอในตลาด

บทความนี้เราจะมาทำความรู้จัก RSI หรือชื่อเต็มคือ Relative Strength Index ซึ่งเป็น Indicator ยอดฮิตตัวสุดท้ายของ ซี่รี่ย์ “3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค” RSI เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ แรงส่งของราคาหุ้น หรือ Momentum (สามารถทำความเข้าใจความหมายของ Momentum ได้จากซีรี่ย์ ตอนที่ 1 “”ทำความรู้จัก Indicators” )

เนื้อหาจะเริ่มอธิบายสูตรของ RSI และต่อมาจะแปลความหมายจากค่า RSI ที่ได้จากการคำนวณ และลักษณะหน้าตาของกราฟ RSI ว่าจะให้ข้อมูลอะไรกับเราบ้าง

RSI คืออะไร

RSI เป็น Indicator ที่พัฒนาโดย J. Welle Wilder ซึ่งคนนี้พัฒนา Indicators อีกหลายตัวที่เป็นที่นิยมในหมู่คนเล่นหุ้นเทคนิค เช่น ADX (Average Directional Index), True Range เป็นต้น RSI เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum ของราคาหุ้น เนื้อหาในบทความนี้จะพูดถึงเฉพาะ RSI โดยสูตรของ RSI คือ

RSI = 100 – (100/1+RS)
RS = Average Gain / Average Loss

การคำนวณ RSI จะใช้ค่าของ Average Loss คิดเป็นค่า + (บวก) ไม่ใช่ค่า – (ลบ) ค่าของ RSI จะอยู่ระหว่าง 0-100 จำนวนวันที่ใช้คำนวณ RSI โดยปกติจะใช้ 14 วัน

Average Directional Index คือ
แนวคิดใหม่ในการใช้ ADX วิเคราะห์หุ้น เชื่อว่าถ้าพูดถึงระบบการลงทุนแบบ Directional Movement System ส่วนใหญ่คงไม่รู้จักกันเท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึง ADX, DI+ และ DI- นักลงทุนสายเทคนิคคงร้องอ๋อตามๆกัน เพราะถือว่าเป็นเครื่องมือยอดนิยมมาแต่ไหนแต่ไร ในวันนี้ SiamQuant จะจับเอาระบบเทรดชนิดนี้มาทดสอบกันให้เห็นว่ามันเวิรค์จริงหรือไม่ และเราจะปรับปรุงให้มันมีประสิทธิภาพในตลาดหุ้นไทยกันได้อย่างไรกันครับ

Welles Wilder และหนังสือ New Concept in Technical Trading Systems
Wilder คือใครกัน ทำไมเราต้องสนใจ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนังสือเล่มนี้?

สาเหตุที่ต้องขอพูดถึง Wilder กับหนังสือของเขากันสักเล็กน้อยก่อน เนื่องจากเขาคือผู้ที่มีอิทธิพลกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะเขาคือผู้คิดค้นเครื่องมือชี้วัดอย่าง RSI, Average True Range (ATR) หรือ ADX ที่เรากำลังจะพูดถึงกัน และสำหรับความสำคัญของหนังสือ New Concept in Technical Trading ก็คือการที่มันเป็นหนังสือที่เผยแพร่แนวคิด และการคำนวณ Indicators ต่างๆที่ Wilder ได้สร้างเอาไว้นั่นเองครับ

โดยที่ในวันนี้เราจะหยิบเอาระบบการลงทุน Directional Movement System ซึ่งถูกสร้างขึ้นจาก Indicator ต่างๆที่ Wilder คิดค้นขึ้นสำหรับการเทรด Commodities ของเขา โดยได้เผยแพร่เอาไว้ในหนังสือ New Concept in Technical Trading จนนักลงทุนส่วนใหญ่นำมาใช้กันอย่างแพร่ในปัจจุบันกันนั่นเองครับ

การวิเคราะห์ทางเทคนิค ถือเป็นหัวใจในการเทรด หากวิเคราะห์กราฟทางเทคนิคได้ดี ทุกตัวชี้วัด(Indicator) ทุกออสซิเลเตอร์ (Oscillator) เมื่อเอาสัญญาณการซื้อขายเหล่านี้ไปรวมเข้ากับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจแล้ว จะทำให้คุณสร้างเทคนิคการเทรดที่ดีมีกำไรได้ ลดความเสี่ยงในการขาดทุนลงครับ ไม่มีตัวชี้วัดแม่นตลอดเวลา ไม่มีปัจจัยพื้นฐานใดส่งผลต่อการขึ้นลงของราคา กราฟของตลาดฟอเร็กซ์ เกิดขึ้นจากทุกปัจจัย รวมถึงพฤติกรรมของคนในการเทรดด้วย การสร้างกลยุทธ์ในการเทรดควรคำนึงถึงภาพรวมทั้งหมด พัฒนาตัวเองให้ใช้ตัวชี้วัด บอทต่างๆ มาช่วยให้เราทำงานได้แม่นยำมากขึ้นครับ กลยุทธ์คือระบบ และระบบก็คือกลยุทธ์ ในตลาดฟอเร็กซ์ไม่มีพระเอกขี่ม้าขาวหรือใช้ตัวชี้อันเดียวก็รวยอย่างแน่นอนครับ

Tags
Show More
FBS
บทความฟอเร็กซ์

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ (Forex) โดยอาศัยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ โดยอ้างอิงจากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เป็นการศึกษาวิจัยเศรษฐกิจในภาพรวม ตลาดการเงิน การเมือง และปัจจัยอื่น ๆ ที่สะท้อนและชี้วัด ระบบเศรษฐกิจของค่าเงิน ประเทศนั้นๆ ข้อมูลเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดมูลค่าของตราสารทางการเงิน ปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค และ ข้อมูลตัวชี้วัดสภาพเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถประเมินทิศทางการเคลื่อนไหวของกราฟตลาดการเงินในอนาคตได้

แต่ละวันจะมีการประกาศข่าวด้านเศรษฐกิจ และ การเมืองออกมา ซึ่งข่าวเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินหรือค่าเงินของประเทศนั้นๆ รวมถึงตลาดฟอเร็กซ์ด้วย ดังนั้นคุณควรทำความเข้าใจในกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร และ เพื่อนำมาใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเทรดให้แม่นยำมากขึ้น

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ ด้วยปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลชี้วัดทางเศรษฐกิจ


การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ และปัจจัยพื้นฐานเป็นการศึกษาถึงวิธีที่เศรษฐกิจของประเทศ จะส่งผลกระทบต่อค่าเงิน ซึ่งสัมพันธ์กับการตีความรายงานทางสถิติและข้อมูลชี้วัดทางเศรษฐกิจเป็นหลัก บางครั้ง ข่าวและรายงานทางเศรษฐกิจจำนวนมากที่ประกาศออกมาในแต่ละวันจะทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าค่าเงินจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงในอนาคต และ เมื่อใดที่เทรนด์ในปัจจุบันอาจกลับตัว
วันที่และเวลาที่รายงานหรือข้อมูลชี้วัดนั้นๆ จะประกาศออกมาจะได้รับการกำหนดไว้ล่วงหน้า และ สามารถดูได้ในปฏิทินเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักวิเคราะห์จะใช้เพื่อพิจารณาข่าวที่อาจมีผลกระทบและข้อมูลที่นักเศรษฐศาสตร์จะประกาศ

ธนาคารกลางและอัตราดอกเบี้ย


เนื่องจากธนาคารกลางมักจะรับผิดชอบต่อการจัดการการเงินของประเทศ นโยบายที่ธนาคารใช้จึงมีผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น หากต้องการเพิ่มค่า คุณจะสามารถซื้อสกุลเงินและเก็บไว้ในกองทุนสำรองได้ หากต้องการลดค่าเงิน เงินในกองทุนสำรองจะถูกขายกลับไปยังตลาด
เมื่อต้องเพิ่มการใช้จ่ายในการบริโภค ธนาคารกลางอาจลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ หากธนาคารกลางมีวัตถุประสงค์ที่จะชะลออัตราเงินเฟ้อลง จะต้องมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดการใช้จ่าย นโยบายของธนาคารกลางอาจเรียกได้ว่าเป็นนโยบายที่ “ชอบควบคุมอัตราเงินเฟ้อ” หรือ “ชอบกระตุ้นเศรษฐกิจ” โดยขึ้นอยู่กับว่านโยบายจะให้ความสำคัญกับอัตราเงินเฟ้อหรือการเติบโตมากกว่า นโยบายที่ชอบควบคุมอัตราเงินเฟ้อมักจะทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ขณะที่ปกติแล้ว นโยบายที่ชอบกระตุ้นเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยกำลังจะลดลง

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์

อัตราเงินเฟ้อ


อัตราเงินเฟ้อจะประเมินว่าราคาสินค้าและบริการกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงใดและมีผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานและอุปสงค์ด้านสกุลเงินซึ่งจะมีผลกระทบต่อค่าเงินอย่างไร ข้อมูลชี้วัดอัตราเงินเฟ้อที่สำคัญได้แก่

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

GDP เป็นตัวเลขที่ใช้ในการประเมินสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตขึ้นในช่วงที่รายงาน การที่ GDP เพิ่มขึ้นแสดงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงมีการใช้ GDP เพื่อวัดอัตราเงินเฟ้อ

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

CPI เป็นตัวชี้วัดสินค้าและบริการที่กำหนดโดยแสดงเป็นดัชนี เมื่อเทียบกับตัวเลขก่อนหน้านี้ CPI จะแสดงว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดและกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างไร

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI)

ดัชนีนี้จะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านราคาที่ผู้ผลิตได้รับและทำให้สามารถประเมินได้ว่าราคาของระดับผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบมากเพียงใด

อัตราการจ้างงาน

ระดับการจ้างงานจะกระทบต่อค่าเงินโดยตรงเนื่องจากจะกระทบต่อการใช้จ่ายในปัจจุบันและในอนาคต เชื่อกันว่าการที่การว่างงานเพิ่มขึ้นแสดงว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างชะลอตัวลง ดังนั้น อุปสงค์ของสกุลเงินจึงลดลงไปด้วย ในทางกลับกัน ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเป็นสัญญาณถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มักจะบ่งชี้ว่าอุปสงค์ของค่าเงินจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คุณจะดูรายงานการจ้างงานที่สำคัญที่สุดของประเทศต่างๆ ได้ทางด้านล่าง:
-ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ – การประเมินแนวโน้มในการจ้างงานโดยยกเว้นหน่วยราชการ องค์กรที่แสวงหาผลกำไรและกสิกร
-การขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ – จำนวนผู้ขอรับประโยชน์จากเบี้ยเลี้ยงสำหรับผู้ว่างงานซึ่งจะชี้วัดจำนวนผู้ตกงานรายใหม่
-การสอบถามแรงงาน – หมายถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราการจ้างงานในปัจจุบันของแคนาดา
-ดัชนีราคาค่าจ้างแรงงาน – เป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงในออสเตรเลีย
-การเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน – เป็นตัววัดการเปลี่ยนแปลงการขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเทียบช่วงหนึ่งที่รายงานกับอีกช่วงหนึ่ง

ยอดการค้าปลีก


ข้อมูลชี้วัดตัวนี้มีความสำคัญเนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีผลต่อเศรษฐกิจส่วนใหญ่ โดยจะวัดยอดเงินโดยรวมที่ใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการต่างๆ ระหว่างช่วงเวลาหนึ่งๆ การเติบโตของยอดค้าปลีกแสดงว่าผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายและมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศ

ยอดอสังหาริมทรัพย์


ตลาดบ้านที่กำลังเติบโตเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่ง รายงานการขายบ้านจะแสดงถึงความต้องการบ้านของผู้บริโภคเป็นตัวเลขรวมโดยจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นผู้บริโภคและอัตราการขายบ้านเป็นหลัก

การค้าส่งในประเทศ


รายงานการค้าส่งอ้างอิงจากการสำรวจผู้ค้าขาย 4,500 รายโดยจะทำขึ้นเป็นรายเดือนและรวมถึงสถิติยอดขายรายเดือน สินค้าคงคลังและอัตราส่วนสินค้าคงคลังต่อการจำหน่าย รายงานจะบ่งชี้ถึงการไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานซึ่งอาจช่วยในการคาดการณ์ถึงรายงาน GDP รายไตรมาส อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดมากนัก

ดุลการชำระเงิน (BOP)


ดุลการชำระเงินแสดงถึงธุรกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งระหว่างผู้อาศัยในประเทศและผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ ธุรกรรมจะแบ่งเป็นดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงสินค้า บริการและรายได้ และบัญชีเงินทุน เกี่ยข้องกับการทำธุรกรรมสกุลเงินระหว่างประเทศ ข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศและระหว่างประเทศ

ดุลทางการค้า


ข้อมูลนี้จะแสดงถึงจำนวนความแตกต่างระหว่างการนำเข้า (Import) และการส่งออก (Export) เป็นข้อมูลสำคัญของดุลการชำระเงินของประเทศ การขาดดุลการค้าหมายความว่าประเทศนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออก กลับกันการเกินดุลจะตรงกันข้ามกับเกินดุล การลดการขาดดุลมักทำให้ค่าสกุลเงินนั้นมีความต้องการในตลาดเพิ่มสูงขึ้น

การหาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เรามักหาผ่านทางอินเตอร์เน็ตหรือทางโซเซียลมีเดีย การดูข่าวฟอเร็กซ์ (Forex) นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญอยู่ในเทคนิคหลักในการวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ เนื่องจากข่าวเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้กราฟแกว่งตัวน้อยหรือมาก เว็บที่นักเทรดนิยมใช้เช็คข่าวฟอเร็กซ์ Forex คือเว็บ Forex Factory (https://www.forexfactory.com) ในเว็บ Forex Factory มีข่าวแสดงอยู่เยอะแยะ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าข่าวไหนสำคัญมีผลกระทบเยอะมาก มีเทคนิคดูง่ายๆ ดังนี้

ถ้าค่าตัวเลงข่าวออกมาของ Actual ดีกว่า Forecast จะเป็นสีเขียว แสดงว่าข่าวนั้นดีกับค่าเงินนั้นๆ ทำให้ค่าเงินนั้นแข็งขึ้นมาทันทีทันใดเลยครับ ถ้าค่าเงินนั้นอยู่หน้าในForex ก็จะทำให้กราฟวิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดดูที่ช่อง Impact ช่องนี้แสดงถึงความแรงของข่าว โดยจะแบ่งแยกเป็นกล่องสีๆ ได้แก่ สีเทา,สีเหลือง,สีส้ม,สีแดง

สังเกตว่าสียิ่งเข้มยิ่งมีผลกระทบต่อคู่เงินนั้น หากคุณเจอกล่องสีส้มและสีแดงให้คาดการณ์ไว้ว่าเป็นข่าวดี มีผลต่อค่าคู่เงินนั้นแน่นอน
หลังจากที่เราดู Impact เสร็จแล้ว ในตารางข่าวจะมีเวลาที่ข่าวจะออก และช่อง Actual และ Forecast สองช่องนี้สำคัญอย่างมาก เพราะว่าเป็นตัวชี้วัดว่าข่าวนี้มีผลบวกหรือลบต่อค่าเงิน ส่งผลกระทบรุนแรงแค่ไหน

ส่วนในช่อง Forecast และ Actual นั้น หากข่าวมีผลกระทบกับกราฟราคาเป็นบวก จะแสดงสีเขียว หากข่าวไม่มีผลต่อตลาดในตารางข่าวช่อง Forecast และช่อง Actual จะเป็นสีดำ และข่าวทีมีผลลบต่อตลาดฟอเร็กในตารางข่าวช่อง Forecast และช่อง Actual จะเป็นสีแดง จำง่ายๆ คล้ายไฟเขียวไฟแดงครับ แดงหยุดหรือกราฟดิ่งลง เขียวกราฟสูงขึ้น ส่วนดำไม่มีผลต่อคู่เงินนั้นๆ

การ วิ เคราะห์ ปัจ จัย พื้น ฐาน เป็น ข้อ มูล ที่ ได้ มา จาก ข่าว หรือ การ ประ กาศ ตัว เลขต่างๆ ออก มา ของ แต่ ละ ประ เทศ หรือ องค์ กร การ เงิน ของ โลก ซึ่ง ข้อ มูล เหล่า นี้ จะ ส่ง ผล กระ ทบ ต่อ คู่ เงิน ที่ เรา เทรด มาก น้อย ต่าง กัน ไป หาก เรา มี ประ สบ การณ์ เทรดมาก ยิ่ง ขึ้น ก็ จะ พอ วิ เคราะห์ ข้อ มูล พวก นี้ ได้ แม่น ยำ มาก ขึ้น การ หา ข่าว ฝึก ฝนวิ เคราะห์ จึง เหมือน ราก ฐาน ของ การ เล่น ฟอ เร็กซ์

Tags
Show More
FBS
บทความฟอเร็กซ์

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์

เรามีอยู่ 2 หลักใหญ่ๆ ที่คนทั่วโลกใช้วิเคราะห์ฟอเร็กซ์(Forex) อันแรกคือการวิเคราะห์ปัจจัยด้านพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ส่วนอันที่สองเป็นการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค สำหรับตัดสินใจในการลงทุนหรือเทรดฟอเร็กซ์ เมื่อวิเคราะห์ทั้งสองหลักใหญ่นี้แล้ว ต้องเอาผลการวิเคราะห์ทั้งคู่นี้มาชั่งน้ำหนักว่า กราฟราคาจะมีแนวโน้มทิศทางขาขึ้นหรือลง ทิศทางค่อยๆขึ้นหรือค่อยๆลง ราคาขึ้นแรงหรือลงแรง กราฟมีโอกาสการแกว่งตัวแบบไหน หากคุณชั่งน้ำหนักการวิเคราะห์ทั้งสองนี้ได้แม่นยำ แสดงว่าคุณเก่งสามารถทำกำไรได้แน่นอน แต่ถ้าวิเคราะห์เพียงอันใดอันหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพียงตัวชี้วัด(Indicator) หรือเพียงตัวออสซิเลเตอร์ (Oscillator) ก็จะมีผลทำให้การเทรดฟอเร็กซ์ไม่แม่นยำมีความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยิ่งคุณวิเคราะห์ข้อมูลทุกค่า คำนวณตัวชี้วัด คำนวณตัวออสซิเลเตอร์ทุกตัวได้แม่นยำ เมื่อรวมเอาข้อมูลที่ได้จากผลการวิเคราะห์ทั้งหมดมาช่วยตัดสินใจแล้ว คุณจะได้เปรียบทุกคนทุกองค์กรในสนามค่าเงินครับ

การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ด้านพื้นฐานทางเศรษฐกิจ( Fundamental Analysis) จะเน้นไปยังทฤษฏีหรือรูปแบบที่กำหนดอัตราการแลกเปลี่ยนและปัจจุบันทางด้านเศรษฐกิจ ส่าวนแนทางทางที่สองการวิเคราะห์ทางด้านเทคนิค (Technical Analysis) เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มราคาตลาดฟอร็กฟซ์(ราคาคู่สกุลเงิน) ว่ามีแนวโน้มและทิศทางเป็นอย่างไร โดยใช้ข้อมูลในอดีตมาคำนวณ ทั้งสองแนวทางการวิเคราะห์มีผลการขึ้นลงของกราฟฟอเร็กซ์ ต้องเอาข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ทั้งสองแนวทางนี้ มารวมกันเป็นผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายใน การตัดสินใจซื้อขาย

หลักการสำคัญในกากำหนดอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินในอดีต คือ ความเสมอภาคในการจัดซื้อ ความเท่าเทียมกันทางอำนาจในการซื้อสินค้าที่ขายดีที่สุด ประเทศที่นำเข้าต้องได้ราคาเดียวกันกับราคาในประเทศส่งออกตามอัตราการแลกเปลี่ยนในช่วงเวลานั้นๆ แต่ในยุคข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารทำได้รวดเร็ว หลากหลายรูปแบบ ทำ มีสินค้าดิจิตอลเกิดมากขึ้นในตลาด ผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ชั่วพริบตา ทำให้ความเหลื่อมล่ำระหว่างข้อมูลและอุปสรรคสำคัญต่างๆ ในการนำเข้าและส่งออก เช่น การขนส่ง โลจิสติกส์ อัตราภาษี การกีดกั้นทางการค้า และอื่นๆ ลดลง หากประเทศที่ส่งออกไม่เปิดเผยข้อมูลให้กับประเทศอื่น ก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ดังนั้น ในยุคปัจจุบันที่ก้าวสื่อสารทำได้อย่างรวดจึงทำให้ความเหลื่อมล้ำลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถหาข้อมูลทางการค้าของแต่ละประเทศและของโลกได้ง่ายผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต

การเทรดฟอเร็กซ์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่เทคโนโลยีเข้ามาลดความเหลื่อมล้ำในด้านข้อมูล ทุกคนในแต่ละประเทศทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศได้โดยตรง ทุกคนสามารถวิคราะห์ข้อมูลทางด้านเทคนิคของฟอเร็กซ์แบบเรียลไทม์ เห็นการผันผวนสกุลเงินต่างๆ แบบเรียลไทม์ นั่นคือ เราสามารถวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ได้ด้วยตัวเราเองแบบเรียลไทม์ ความแม่นยำและกำไรก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เทคนิคในการวิเคราะห์ การช่วงชิงโอกาสเมื่อตลาดเกิดความผันผวนรุนแรง

การวิเคราะห์ทั้ง 2 แนวทางนี้เป็นมุมมองการแลกเปลี่ยนค่าเงินแบบใหม่ ซึ่ง มีความมผันผวนสูงกว่าอดีตมากเนื่องจากการไหลของเงินรวดเร็ว อุปสงค์และอุปทานทั้งในประเทศและทั่วโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมากขึ้น พวกสิ้นค้าเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น บางสินค้าก็เป็นไฟล์ดิจิตอล ที่จับต้องไม่ได้เช่น เทคโนโลยีคลาวด์ แอป และ AI ตลาดฟอเร็กซ์จึงผันผวนได้ง่าย อาจกล่าวได้ว่า อัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินในยุคนี้มีปัจจัยร่วมมากกว่ายุคก่อน และมีปัจจัยต่างๆ ที่กระทบต่อค่าเงินแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ที่ดีควรคำนึงทุกปัจจัยที่ทำตลาดมีโอกาสผันผวนขึ้นลง นั่นคือ คุณควรวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์ด้วย 2 แนวทางนี้อยู่เสมอเอาผลลัพธ์ที่ได้ มาคำนวณโอกาสและความเสีำยงก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

ในตลาดฟอเร็กซ์มีผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ และเทคนิคต่างๆ มากมาย สามารถให้ไกด์แนวทางให้คุณประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีใครสามารถช่วยคุณได้ตลอดเวลา ดังนั้น คุณควรมีความสามารถทำเข้าใจเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก มองทิศทางและแนวโน้มที่สำคัญได้ เพื่อให้ชนะสงครามทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

หลังจากที่คุณได้รู้หลักวิเคราะห์การเทรดเบื้องต้นไปแล้ว เราลองมาดู 4 ขั้นตอนที่สำคัญก่อนลงมือเทรดจริง

1. การวิจัยพื้นฐานตลาดฟอเร็กซ์
คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจต่างๆ การอ่านรายงานข่าวและเหตุการณ์สำคัญ ทั้งในประเทศคู่สกุลเงินและตลาดโลก จะช่วยให้คุณสามารถปรับกลยุทธ์ในการเทรดให้สอดคล้อง ทันท่วงทีต่อความผันผวนของตลาด

2. ออกแบบการวิเคราะห์พื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค
การวิเคราะห์ทั้ง 2 แนวทางนี้ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในด้านที่มาของข้อมูลและขั้นตอนในการวิเคราะห์ทิศทางของกราฟ มันเป็นตัวแสดงให้คุณเห็นว่านักเทรดแต่ละคน มีทักษะ มีรูปแบบ มีคุณสมบัติในการเล่นฟอเร็กซ์แตกต่างกันอย่างไร ในการวิเคราะห์พื้นฐานเรามุ่งเน้นไปยังความมั่นคงทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม อุปสงค์ อุปทาน จีดีพี ทรัพยากรมนุษย์ การเมืองในประเทศ และด้านอื่นๆ

ส่วนการวิเคราะห์ทางด้านเทคนิค จะมุ่งเน้นไปยังการคำนวณทางคณิตศาสตร์ หาค่าสมการ ประมวลผลข้อมูลทางสถิติของราคาและปริมาณในอดีต เพื่อหาว่ามูลค่าที่แท้จริงของราคาปัจจุบันควรอยู่ที่เท่าไร เพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง และต้องคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าคู่สกุลเงินด้วยว่าจะมีมูลค่าเท่าไรในอนาคต

3. การเพิ่มประสิทธิภาพกำไร
เป็นขั้นตอนที่คุณต้องพัฒนากลยุทธ์ให้มีกำไรมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนนี้เป็นสิ่งแรกที่จะนำคุณไปสู่การพัฒนากุลยุทธ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร สามารถหาค่าตัวแปรที่เหมาะสม ด้วยการทดสอบปัจจัยต่างๆ ที่มีผลทำให้กราฟขึ้นหรือลง ข้อมูลในอดีตของตลาดจะถูกใช้ทำการวิจัยหาค่าตัวแปรที่เหมาะสม โดยการคำนวณข้อมูลแบบ หาจุดเหมาะสมแบบไปข้างหน้า (Walk Forward Optimization) หรือ การใช้ข้อมูลใน

Tags
Show More
FBS
Back to top button
Close